พระราชประวัติ พระปรีชาสามารถ พระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชโอรสเพียงพระองค์เดียวในพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสด็จพระราชสมภพวันจันทร์ที่ 28 กรกฎาคม พุทธศักราช 2498 ตรงกับขึ้น 6 ค่ำ เดือน 9 ปีมะโรง จัตวาศก อธิกวาร จุลศักราช 1314 ทรงมีพระเชษฐภคินี 1 พระองค์ และพระขนิษฐภคินี 2 พระองค์ สำหรับพระนาม “วชิราลงกรณ” นั้น สมเด็จพระบรมชนกนาถโปรดให้สมเด็จพระสังฆราชเจ้ากรมหลวงวชิรญาณวงศ์ ตั้งพระนามและถวายตามดวงพระชะตา ซึ่งทรงตั้งถวายมาจาก “วชิรญาณะ” อันเป็นพระนามฉายาในขณะผนวชของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ผนวกกับ “อลงกรณ์” จากพระนามเดิมของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีความหมายว่า “ทรงเครื่องเพชรนิลจินดา” หรือ “อสุนีบาต” พระองค์ทรงเริ่มเข้ารับการศึกษาในระดับชั้นอนุบาลถึงประถมศึกษาที่โรงเรียนจิตรลดา เมื่อปี พ.ศ. 2499 หลังจากนั้นเสด็จพระราชดำเนินไปทรงศึกษาต่อที่โรงเรียนคิงส์มีด และโรงเรียนมิลล์ฟิลด์ ประเทศอังกฤษ ต่อมาปี พ.ศ.2513 เสด็จพระราชดำเนินไปทรงศึกษาด้านการทหารที่โรงเรียนคิงส์ นครซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย จากนั้นปี พ.ศ. 2515 ทรงเข้าศึกษาการทหารชั้นสูงที่วิทยาลัยการทหารดันทรูน กรุงแคนเบอร์รา และปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัยนิวเซาท์เวลส์ สาขาวิชาอักษรศาสตร์ด้านการทหาร จนสำเร็จการศึกษา ในปี พ.ศ. 2519 เมื่อนิวัติประเทศไทย พระองค์ยังทรงศึกษาต่อที่โรงเรียนเสนาธิการทหารบก รุ่นที่ 46 ระหว่างปี พ.ศ. 2520 – 2521 และทรงได้รับปริญญานิติศาสตรบัณฑิต (เกียรตินิยมอันดับ 2)จากมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช เมื่อปี พ.ศ. 2531 และต่อมาทรงเข้ารับการศึกษา ณ วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักรแห่งสหราชอาณาจักรด้วย
หลังจากเสด็จนิวัตประเทศไทยทรงรับราชการเป็นนายทหารประจำกองทัพบกแล้วได้ทรง พระราชศรัทธาในพระบวรพุทธศาสนาที่จะเสด็จออกผนวช เพื่อสนองพระเดชพระคุณสมเด็จพระบรมราชบุพการี และเพื่อทรงศึกษา ตลอดจนทรงปฏิบัติตามพระธรรมวินัย การพระราชพิธีผนวชได้จัดขึ้น ณ พัทธสีมา วัดพระศรีรัตนศาสดาราม เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2521 ทรงได้รับพระสมณนามว่า “วชิราลงกรโณภิกขุ” ประทับจำพรรษา ณ วัดบวรนิเวศวิหาร เป็นเวลา 15 วัน โดยตลอดระยะเวลาที่ทรงพระผนวชนั้น ทรงปฏิบัติพระองค์อย่างเคร่งครัดตามพระวินัย และทรงปฏิบัติเช่นพระสงฆ์ทั่วไป อาทิ ทรงร่วมทำวัตรเช้า - เย็น ทำสังฆกรรม ทรงสดับพระธรรมเทศนา ทรงศึกษาพระธรรมวินัยร่วมกับพระภิกษุอื่น ๆ ด้วยพระราชศรัทธาในพระบวรพุทธศาสนา จนทรงลาสิกขา เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2521 เมื่อครั้งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ขณะดำรงพระอิสริยยศสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอเจ้าฟ้าวชิราลงกรณ ทรงเจริญพระชนมายุ 20 พรรษา พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้ตั้งการพระราชพิธีสถาปนาเฉลิมพระนามาภิไธย ขึ้นทรงดำรงพระอิสริยยศ “สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร” ตามโบราณขัตติยราชประเพณี เมื่อวันพฤหัสบดี ที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2515 ณ พระที่นั่งอนันตสมาคม พระราชวังดุสิต นับเป็นสยามมกุฎราชกุมารพระองค์ที่ 3 ของไทย ในมงคลวาระนั้นพระองค์ได้ทรงถวายสัตย์ปฏิญาณในการพระราชพิธีถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยา ณ พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ซึ่งเป็นพระราชพิธีอันเป็นมงคลแห่งความซื่อสัตย์ที่ใช้น้ำเป็นเครื่องกำหนด แสดงถึงน้ำพระราชหฤทัยมุ่งมั่นที่จะทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจเพื่อชาติบ้านเมืองและประชาชนชาวไทยตามรอยเบื้องพระยุคลบาทพระบรมราชชนกและพระบรมราชชนนีในการบำบัดทุกข์บำรุงสุขแก่พสกนิกรชาวไทยสืบไป
ตลอดระยะเวลาเมื่อทรงดำรงพระอิสริยยศ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ทรงแบ่งเบาพระราชกรณียกิจของสมเด็จพระบรมชนกนาถ และสมเด็จพระบรมราชชนนี เสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์ไปในการพระราชพิธีสำคัญต่าง ๆ เช่น พระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ เพื่อสืบทอดรักษาโบราณราชประเพณี ดำรงไว้ซึ่งวิถีเกษตรกรรมไทย ทรงปฏิบัติพระราชกิจด้านการศาสนา เช่น เสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์ไปทรงเปลี่ยนเครื่องทรงพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร ตามฤดูกาล ณ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม เสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์ ไปในการพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลถวายผ้าพระกฐิน และทรงบำเพ็ญพระราชกุศลในวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา รวมถึงยังทรงอุปถัมภ์และส่งเสริมทุกศาสนาในประเทศไทยอีกด้วย นับเป็นเพียงส่วนหนึ่งในพระราชกรณียกิจที่ทรงปฏิบัติตามรอยพระยุคลบาท ในฐานะสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร
นอกจากนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อครั้งทรงดำรงพระอิสริยยศสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมารทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจอันเป็นคุณประโยชน์แก่บ้านเมืองและปวงชนชาวไทย ทั้งทางด้านการศึกษา ศาสนา การแพทย์และสาธารณสุข การเกษตร การสังคมสงเคราะห์ เป็นต้น ดังเช่นเมื่อครั้งพระองค์ได้โดยเสด็จสมเด็จพระบรมชนกนาถและสมเด็จพระบรมราชชนนี ไปทรงเยี่ยมราษฎรในท้องถิ่นทุรกันดารพระองค์ได้ทอดพระเนตรถึงความทุกข์ยากเดือดร้อนของราษฎรด้วยทรงตระหนักในคุณค่าและความสำคัญของคุณภาพชีวิต จึงมีพระราชดำริให้จัดสร้างโรงเรียนและพระราชทานทุนการศึกษาแก่เด็กและเยาวชนที่ด้อยโอกาสพระราชทานความช่วยเหลือ ทั้งการพัฒนาอาชีพ พัฒนาแหล่งน้ำ พร้อมทั้งพระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ ในการจัดตั้งโรงพยาบาลและโครงการต่างๆ เพื่อส่งเสริมช่วยเหลือดูแลสุขภาพของราษฎรให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น พระองค์ทรงมีพระวิริยะอุตสาหะ มุ่งมั่นปฏิบัติพระราชกรณียกิจนานัปการเพื่อพสกนิกรชาวไทยอย่างแท้จริง เมื่อพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตรเสด็จสวรรคต วันที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2559 ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติได้นำความกราบบังคมทูลอัญเชิญ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ สยามมกุฎราชกุมาร ขึ้นทรงราชย์เป็นพระมหากษัตริย์ รัชกาลที่ 10 แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2559 และได้มีพระราชพิธีบรมราชาภิเษกตามโบราณราชประเพณี เมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2562 โดยได้พระราชทานพระปฐมบรมราชโองการ “เราจะสืบสาน รักษา และต่อยอด และครองแผ่นดินโดยธรรมเพื่อประโยชน์สุขแห่งอาณาราษฎรตลอดไป”.
ภาพ/ข่าว : นายอานนท์ บุญมาตุ้ย นักประชาสัมพันธ์